
Search This Blog
Sunday, October 4, 2026
Sunday, January 18, 2026
Canesten O.D. - คาเนสเทน โอ.ดี.
-----------------------------------------------------------------------
ส่องสรรพคุณไบโฟนาโซล ครีมยาฆ่าเชื้อราบนผิวหนัง
ใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้อราบนผิวหนัง หรือโรคกลากเกลื้อน และกำลังมองหายาที่จะใช้แก้อาการคันและรักษาเชื้อราบนผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ คงคุ้นตากับครีมยาฆ่าเชื้อราบนผิวหนังไบโฟนาโซลกันมาบ้าง แต่อาจยังมีความลังเลสงสัยว่าควรซื้อมาใช้ดีหรือไม่ วันนี้เราจึงมีเกร็ดความรู้ว่าครีมยาฆ่าเชื้อรา แก้คันจากเชื้อรา ตัวยาไบโฟนาโซล คืออะไร? รักษาอาการอะไรได้บ้าง?
ครีมยาฆ่าเชื้อรา ไบโฟนาโซลคืออะไร? ใช้รักษาอะไรได้บ้าง?
ไบโฟนาโซล เป็นยาสำหรับใช้ภายนอกได้ทั่วทั้งร่างกายซึ่งห้ามรับประทาน เป็นตัวยาในกลุ่มที่มีสรรพคุณต้านเชื้อราที่ผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน สังคัง เชื้อราที่เท้า เชื้อราที่เล็บ รวมไปถึงผื่นคันอื่น ๆ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อรา โดยตัวยามีสรรพคุณในการซึมเข้าสู่ผิวหนังที่ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี
ไบโฟนาโซล มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนของเชื้อรา และยังสามารถลดอาการคัน ลดอาการอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการเริ่มรุนแรง เช่น มีอาการบวมแดง โดยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีเทียบเท่าสเตียรอยด์ แม้จะไม่มีสารสเตียรอยด์ผสมก็ตาม สามารถใช้แก้เชื้อราได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเดอร์มาโตไฟต์ ยีสต์ และเชื้อราอื่น ๆ เป็นได้ทั้งครีมรักษากลากเกลื้อน ครีมทาเชื้อราที่ขาหนีบ ครีมทากลากที่ลำตัว และครีมทาเชื้อราที่เท้า รวมถึงรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแคนดิดา และยังรักษาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเท้าได้อีกด้วย
วิธีใช้ครีมยาฆ่าเชื้อรา ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ครีมยาฆ่าเชื้อราเพื่อแก้คันจากเชื้อรา และรักษากลากเกลื้อน ในแต่ละชนิดจะมีวิธีการใช้คล้าย ๆ กัน โดยส่วนมากจะต้องทาวันละ 1-2 ครั้ง และควรทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณผิวหนังที่เกิดเชื้อรา และทาบริเวณโดยรอบออกมาอีกประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และผลิตภัณฑ์ยาที่เลือกใช้
สำหรับการรักษาเชื้อราที่ลำตัว แขน ขา และขาหนีบ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ส่วนเชื้อราที่เท้า จะใช้เวลานานกว่าเล็กน้อย คืออยู่ที่ประมาณ 4-6 สัปดาห์ แต่หลังจากที่รอยจากเชื้อราเริ่มจางลง ควรทาต่ออีกอย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อราให้หายสนิทเสียก่อน และป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีก
วิธีใช้ครีมยาฆ่าเชื้อราบนผิวหนัง ไบโฟนาโซล
ข้อแนะนำในการใช้ยาไบโฟนาโซล
ครีมยาฆ่าเชื้อรา แก้คันจากเชื้อรา ตัวยาไบโฟนาโซล ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อราทั่วไป ซึ่งมีวิธีการทาเฉพาะดังนี้
- อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อนใช้ครีมทาแก้เชื้อรา และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนใช้เพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกอื่น ๆ
- ทายาบริเวณที่เป็นโรคบาง ๆ ให้เลยบริเวณขอบที่เป็นประมาณ 1-2 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราลุกลาม
- ทาเพียงแค่วันละ 1 ครั้ง แนะนำให้เป็นตอนเย็น โดยไบโฟนาโซลเป็นตัวยาแบบทาแค่ครั้งเดียวต่อวัน ไม่ต้องทาซ้ำ ทำให้สะดวกสบายไม่ต้องพกออกไปนอกบ้าน
- หลังทายาเรียบร้อย ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนสู่อาหารในกรณีที่ใช้มือหยิบรับประทาน
- ทายาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ โดยระยะเวลาในการรักษาให้หายจะขึ้นอยู่กับโรค ความรุนแรงและบริเวณที่เป็น
- หากผิวหนังมีอาการอักเสบ บวมแดงมาก ควรปรึกษาแพทย์และรับประทานยาร่วมด้วย
ข้อควรระวังในการใช้ครีมทาแก้เชื้อรา
- หลังจากทายาหากรู้สึกแสบคัน ระคายเคือง หรือมีอาการบวม แดง หรือเกิดความผิดปกติบริเวณอื่น ๆ ควรหยุดใช้ยา และรีบไปพบแพทย์ทันที
- ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนกว่าโรคเชื้อราบนผิวหนังจะหายสนิท เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก
สำหรับใครที่กำลังมองหาครีมยาฆ่าเชื้อรา ไบโฟนาโซล มาใช้รักษาเชื้อรา สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ นอกจากนี้ ควรหมั่นรักษาความสะอาดของร่างกาย และใส่ใจในสุขอนามัยส่วนบุคคล เลือกเสื้อผ้าและรองเท้าที่สวมใส่สบาย ไม่ใส่เสื้อผ้าอับชื้น และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาทางน้ำ รวมถึงหมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นด้วยเท้าเปล่า เพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเชื้อราบนผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
-----------------------------------------------------------------------
Wednesday, December 10, 2025
เชื้อรา เท้า ดูยังไงว่าใช่ ? วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นก่อนเรื้อรัง
https://share.google/1AyvRAfBP0O603875
---------------------------------------------------------
เชื้อรา เท้า คืออะไร?
เชื้อรา เท้า หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Tinea Pedis เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes โดยเชื้อเหล่านี้มักเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อับชื้น เช่น รองเท้าที่ไม่แห้งสนิท ถุงเท้าที่ใส่ซ้ำ หรือพื้นที่สาธารณะอย่างห้องอาบน้ำรวม ฟิตเนส และสระว่ายน้ำ
โรคนี้ถือว่าพบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่อากาศชื้นและหลายคนต้องเดินลุยน้ำจนทำให้เท้าเปียกตลอดเวลา อาการอาจเริ่มจากเพียง คัน ผิวลอกเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแลก็สามารถลุกลามจนกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังได้
สาเหตุของ เชื้อรา เท้า เกิดจากอะไรบ้าง?
การติดเชื้อรา เท้า ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลมาจากหลายสาเหตุที่เอื้อให้เชื้อราสามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ง่าย หากเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ก็จะช่วยให้สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
- เกิดจากความอับชื้น
เชื้อราชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่อับและชื้น เช่น ภายในรองเท้าหุ้มส้นที่ใส่นาน ๆ หรือรองเท้าที่เปียกฝนแล้วไม่ได้ตากแดดให้แห้งสนิท ความชื้นที่สะสมทำให้เชื้อราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นอาการผื่นคันและผิวหนังลอก
- เกิดจากการสัมผัสโดยตรง
เช่น พื้นที่สาธารณะอย่างห้องน้ำรวม ฟิตเนส หรือสระว่ายน้ำ เป็นจุดที่เชื้อรามักสะสมอยู่ หากเดินเท้าเปล่าโดยไม่มีการป้องกัน อาการเกิดเชื้อราก็จะสามารถเข้าสู่ผิวหนังได้ทันที โดยเฉพาะในคนที่มีแผลเล็ก ๆ บริเวณเท้า
- เกิดจากการรักษาสุขอนามัยไม่ดีพอ
หลายคนที่ชอบล้างเท้าไม่สะอาดหรือไม่เช็ดเท้าให้แห้งหลังอาบน้ำ ความชื้นเล็กน้อยที่ค้างอยู่ตามซอกนิ้วก็เพียงพอที่จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราได้
- เกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
รองเท้าหรือถุงเท้าที่ใช้ร่วมกัน รวมไปถึงผ้าเช็ดตัว อาจเป็นพาหะนำเชื้อราโดยไม่รู้ตัว เพราะเชื้อสามารถอยู่รอดได้นานในสิ่งของเหล่านี้
- เกิดจากอาการภูมิตก หรือ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
โดยสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้สูงอายุ มักมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าปกติ จึงติดเชื้อได้ง่าย และอาการมักรุนแรงกว่าคนทั่วไป
ใครบ้างที่เสี่ยงเกิด เชื้อรา เท้า ได้ง่าย ๆ
นักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหุ้มตลอดเวลา เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล หรือวิ่ง เนื่องจากเท้ามักอับชื้นและมีเหงื่อสะสม เชื้อราจึงเจริญเติบโตได้ง่าย จนโรคนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Athlete’s Foot
ผู้ทำงานที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มตลอดเวลา เช่น ทหาร ตำรวจ พนักงานโรงงาน หรือพนักงานที่ต้องใส่รองเท้านิรภัย (Safety Shoes) ตลอดทั้งวัน เมื่อเท้าไม่ได้สัมผัสอากาศเลย จะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อราที่ดี
คนที่เท้าเปียกชื้นบ่อย ในฤดูฝนหรือตามพื้นที่ที่มักมีน้ำท่วมขัง คนที่ต้องเดินลุยน้ำหรือใส่รองเท้าเปียกตลอดเวลา จะมีความเสี่ยงเป็นราที่เท้าได้สูงมาก
ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าคนทั่วไป ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และหากเป็นแล้วมักหายช้ากว่า
คนที่เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากผิดปกติ (Hyperhidrosis) เมื่อเท้ามีเหงื่อสะสมตลอดวัน หากไม่ทำความสะอาดและเปลี่ยนถุงเท้าเป็นประจำ จะมีโอกาสสูงที่จะทำให้เท้าเกิดเชื้อรา
5 อาการของ เชื้อราบริเวณเท้า ที่ควรสังเกต พร้อมดูแลรักษาเบื้องต้น
1. คันบริเวณซอกนิ้วเท้า ที่เกิดจาก เชื้อรา เท้า
อาการคันที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดของ เชื้อรา เท้า มักเริ่มต้นที่ซอกนิ้ว โดยเฉพาะระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วนาง เพราะเป็นจุดที่อับชื้น ระบายอากาศได้น้อย หากปล่อยไว้อาจลุกลามจนผิวหนังแตกหรือมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงการระคายเคืองธรรมดา แต่แท้จริงแล้วนี่คือสัญญาณแรกของอาการติดเชื้อรา
การดูแลเชื้อราบริเวณเท้าเบื้องต้น
- เช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังอาบน้ำหรือเดินลุยน้ำ โดยใช้ผ้าสะอาดซับตามซอกนิ้วอย่างระมัดระวัง
- เลือกทาแป้งดูดซับความชื้นหรือยาทารักษาเชื้อราที่มีตัวยา Clotrimazole, Miconazole หรือ Econazole
- หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าหุ้มส้นนาน ๆ เพื่อให้เท้าได้ระบายอากาศ
2. ผิวหนังลอกหรือแตก
อีกหนึ่งอาการที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนังลอกเป็นขุย โดยเฉพาะบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า บางรายผิวแตกจนเจ็บหรือแสบ ซึ่งอาจทำให้เดินลำบากและเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม การปล่อยทิ้งไว้นานอาจทำให้เชื้อราแทรกซึมลึกลงในผิวหนังและรักษายากขึ้น
การดูแลเบื้องต้น
- หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือขัดถูแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดบาดแผลและติดเชื้อได้ง่าย
- ใช้ครีมยาทาเชื้อราที่มีตัวยา Terbinafine หรือ Ketoconazole ทาบริเวณที่ลอก
- รักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยโลชั่นสูตรอ่อนโยนที่ไม่ก่อให้เกิดการอับชื้น
3. มีกลิ่นเท้าแรงผิดปกติ
กลิ่นเท้าแรงไม่ได้เกิดจากเหงื่อเพียงอย่างเดียว แต่บ่อยครั้งเกิดจากการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรียที่เติบโตในสภาพอับชื้น หากกลิ่นแรงจนผิดปกติ ควรระวังว่าอาจเป็นอาการของเชื้อราเท้า ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้เสียความมั่นใจในการเข้าสังคม
การดูแลเชื้อราเท้าเบื้องต้น
- ซักและเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน โดยเลือกผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย
- แช่เท้าในน้ำเกลืออุ่นหรือน้ำผสมเบกกิงโซดา 10–15 นาที เพื่อช่วยลดเชื้อราและกลิ่น
- ทำความสะอาดรองเท้าเป็นประจำ และนำไปผึ่งแดดเพื่อลดการสะสมของเชื้อรา
4. มีตุ่มน้ำใสหรือหนองเล็ก ๆ
เชื้อราบางชนิดอาจก่อให้เกิดตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บริเวณฝ่าเท้าและซอกนิ้ว รู้สึกคันหรือเจ็บ หากเกาแรง ๆ อาจแตกเป็นแผลและติดเชื้อแบคทีเรียร่วม ทำให้กลายเป็นตุ่มหนองได้ การเจาะตุ่มเองไม่เพียงไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังเสี่ยงทำให้เชื้อแพร่กระจายมากขึ้นอีกด้วย
การดูแลเบื้องต้น
- ห้ามเจาะหรือบีบตุ่มน้ำเอง เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราที่มีประสิทธิภาพ เช่น Terbinafine หรือ Ciclopirox
- หากตุ่มมีอาการอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสม
5. เชื้อราที่เล็บเท้า
เมื่อเชื้อราลุกลามไปถึงเล็บ จะทำให้เล็บหนา แข็ง สีเหลืองหรือสีน้ำตาล เล็บแตกหรือหลุดลอกง่าย อาการนี้เรียกว่า เชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis) ซึ่งรักษายากกว่าที่ผิวหนังทั่วไป และมักใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหาย
การดูแลเชื้อราบริเวณเล็บเท้าเบื้องต้น
- ใช้ยาทาเล็บฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ (antifungal nail lacquer) ที่มีตัวยา Amorolfine หรือ Ciclopirox
- รักษาความสะอาดเล็บ ตัดเล็บสั้น และไม่ใช้กรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น
- หากเล็บติดเชื้อรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน ซึ่งต้องกินต่อเนื่องเป็นเดือน
วิธีเลือกใช้ยาในการรักษา หรือบรรเทาอาการ เชื้อรา เท้า อย่างถูกต้อง
การรักษาเชื้อรา เท้า สามารถทำได้ทั้งแบบ ใช้ยาทาเฉพาะที่ และยารับประทาน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยควรเลือกใช้ยาอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
ซึ่งยาประเภทนี้ ก็จะมีทั้งแบบในกลุ่มของตัวยาสามัญประจำบ้านที่หาซื้อได้ง่าย กับตัวยาที่ออกฤทธิ์แรง เสี่ยงมีผลข้างเคียงต่อตับ ไต ที่อาจจะต้องใช้ตามใบสั่งและการดูแลของแพทย์เท่านั้น
1. ยาทารักษาเชื้อรา เท้า (Topical Antifungal)
เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการหรือเชื้อรายังไม่ลุกลามมาก ใช้สะดวกและปลอดภัย
ตัวยาที่นิยมใช้: Clotrimazole, Miconazole, Terbinafine, Ketoconazole, Ciclopirox
วิธีใช้
ล้างเท้าและเช็ดให้แห้งก่อนทายา
ทาบริเวณที่เป็นเชื้อราและรอบ ๆ วันละ 2 ครั้ง หรือใช้ตามคำแนะนำในฉลาก
ควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการหยุดยาเองเมื่ออาการทุเลา เพราะเชื้อราอาจยังคงอยู่ใต้ผิวหนัง
2. ยารับประทาน (Oral Antifungal)
ใช้ในกรณีที่เชื้อราลุกลามมาก เป็นเรื้อรัง หรือกระจายไปถึงเล็บ ซึ่งยาทาเพียงอย่างเดียวอาจเอาไม่อยู่
ตัวยาที่ใช้บ่อย
Terbinafine : มักใช้รักษาเชื้อราที่เล็บและผิวหนัง ใช้เวลารักษา 6–12 สัปดาห์
Itraconazole : มีฤทธิ์ครอบคลุมเชื้อได้กว้าง เหมาะกับกรณีติดเชื้อหลายตำแหน่ง
Fluconazole : ใช้ได้กับผู้ที่ไม่สามารถทนต่อยาอื่นได้
ข้อควรระวัง
ยากลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงต่อตับและไต จึงควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น
ห้ามซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดอันตรายหรือดื้อยาได้
พฤติกรรมแบบไหนที่ไม่ควรทำ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อราบริเวณเท้า
- ไม่ใส่รองเท้าเปียกหรือยังไม่แห้งสนิท
- ไม่ใส่ถุงเท้าซ้ำ ควรซักและตากแดด
- หลีกเลี่ยงการใช้รองเท้า/ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น
- ไม่เดินเท้าเปล่าในห้องน้ำสาธารณะ
- ไม่ละเลยอาการคันหรือผิวลอกเล็ก ๆ เพราะอาจลุกลามได้
Thursday, October 23, 2025
Hemp - Marijuana กัญชง - กัญชา
Hemp - Marijuana กัญชง - กัญชา
Wikipedia : กัญชา, Marijuana, Cannabis
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2
กัญชง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกัญชง 14 ข้อ
https://medthai.com/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%87/
----------------------------------------------------------------------------------------------
Saturday, August 24, 2024
Thursday, June 13, 2024
Thursday, February 25, 2021
เคล็ดลับการรักษา คนไข้ปวดหลัง เรื้อรัง
...ผม นพ.สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา จุฬา 26 MD39 ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ
....จากงานผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นเวลา 20กว่าปี พบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไข้มีปัญหาปวดหลัง เรื้อรัง จนลุกลามเป็นโรคกระดูกสันหลังหลายๆชนิด
.....จนสุดท้ายเมื่อมีอาการมากขึ้น และจำเป็นต้องเลือกการผ่าตัด ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษา
...สาเหตุนั้น ก็คือ
...กล้ามเนื้อหลังชั้นใน อ่อนแอ แอบซ่อนอยู่มาเป็นระยะเวลานานครับ
...อ่อนแอมานานจนแรงกระเทือนในชีวิตประจำวันส่งผลต่อกระดูกสันหลังทีละเล็กละน้อย...พออายุมากขึ้นหน่อย กระดูกสันหลังก็เสื่อมโทรมก่อนวัย
...บางคนต้องถูกผ่าตัด ตั้งแต่อายุน้อยๆหรือบางคนแม้อายุมากๆ ก็หลึกเลี่ยงการผ่าตัดหลังไปไม่ได้เนื่องจากเส้นประสาทหลังเริ่มเสียหายมากขึ้น
...วันนี้ ผมจะมาบอกเคล็ดลับ ข้อหนึ่งในหลายข้อที่ช่วยในการรักษาคนไข้ที่มีอาการปวดหลังหลายๆแบบมานาน
...นั่นคือ วิธีการที่จะทำให้กล้ามเนื้อที่อ่อนแอ กลับขึ้นมาแข็งแรงดั่งเดิม หรือ ดีขึ้นกว่าเดิม
...เราเรียกว่าวิธีการบริหารแบบนี้ ว่า Active Core Back Muscle Training Exercise
...โดยการบริหาร จะต้องประกอบด้วย สามข้อ ที่สำคัญ ประสิทธิภาพที่รวดเร็วขึ้น คือ
1.ต้องทำ ทุกวัน ตรงเวลาทุกวัน
2.ต้องทำจำนวนเซ็ท จำนวนครั้งเท่าเดิม
3.ต้องเพิ่มน้ำหนัก ทีละเล็ก ละน้อย ทุกๆสัปดาห์
.....เคล็ดลับการบริหารกล้ามเนื้อหลังชั้นในวิธีนี้ ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 150วินาทีต่อวัน
...แต่อาจเป็น ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยทำให้ท่านทั้งหลายหายปวดหลัง รอดพ้นจากการผ่าตัดหลังไปได้ หรือไม่ต้องถูกผ่าตัดหลังซ้ำเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็ได้ ใครจะไปรู้...
...ลองดูคลิปนี้ กันนะครับ
Sunday, November 29, 2020
Tara-Plus Cream / ทารา-พลัส ครีม
Monday, September 7, 2020
Fusidic Acid / ฟูซิดิก แอซิด
Tuesday, July 14, 2020
การใช้ไหมขัดฟันแบบประหยัด - Use Dental Floss Economically
How to Use Dental Floss Economically
How to Save Dental Floss
-ผูกปลายไหมทั้ง 2 เข้าด้วยกัน (มัดปม) ให้เป็นวงกลม
-ใช้งานได้รอบวง โดยเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆ
-ทำให้ใช้งานได้เกือบตลอดทั้งเส้นไหม ช่วยประหยัดได้มาก
Thursday, May 21, 2020
AMK 1000 - เอ เอ็ม เค 1000
Tuesday, May 5, 2020
Tennis Elbow วิธีรักษาอาการปวดข้อศอก
Tennis Elbow วิธีรักษาอาการปวดข้อศอก ด้านนอกและด้านใน
Wednesday, April 15, 2020
ประกันสังคม VS บัตรทอง
ตอนอายุ 60 ปี จะต่อสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา 39 เพื่อเอาสิทธิ์รักษาพยาบาลต่อไป หรือ ไปใช้สิทธิ์บัตรทอง แต่ได้เงินบำนาญจากประกันสังคมเดือนละ 3,000 บาทต่อเดือน
ประเด็นที่ 1.
อะไรคือส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม ตอบว่าบำนาญนั่นแหละครับ เป็นส่วนที่ดีที่สุดของบัตรประกันสังคม เพราะในบรรดาเงินประกันสังคมที่เก็บไปทั้งหมด ราว 90% จะไปเป็นกองทุนชราภาพ ก็คือ บำนาญนั่นแหละ
ดังนั้นหากคุณมีสิทธิประกันสังคม เรื่องอะไรจะทิ้งส่วนที่ดีที่สุดและเป็น 90% ของระบบนี้
แล้วไปรับแค่สิทธิรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นแค่ 10% ของระบบละครับ
ว่าที่จริงแล้วการมีมาตรา 39 คือเปิดให้ผู้ชรา ต่อสิทธิได้ด้วยการเป็นผู้ประกันตนเองนั้น "เป็นลูกเล่นที่จะชลอการจ่ายบำนาญนั่นเอง"
ถ้าสมาชิกขยันต่อบัตรกันมาก ก็จะตายไป ขณะที่ยังเป็นสมาชิก ซึ่งต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือนอยู่ จึงเท่ากับเป็นการอยู่ในฐานะ "ผู้เลี้ยงระบบ"
แทนที่จะเป็นผู้ร้บบำนาญ ซึ่งเป็นการอยู่ในฐานะ "ผู้เป็นภาระต่อระบบ" (หรือ ผู้ได้ประโยชน์จากระบบ)
ประเด็นที่ 2.
การย้ายไปใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบัตรทอง กับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคม อะไรดีกว่ากัน
ตอบว่า บัตรทองดีกว่า ในแง่ของระบบเครือข่ายการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมกว่า คือเริ่มตั้งแต่พยาบาลเยี่ยมบ้าน ใกล้บ้านใกล้ใจ หรือ รพ.สต. (ส่งเสริมสุขภาพตำบล) ขึ้นไปจนถึง รพ.ศูนย์ ที่มีขีดความสามารถรักษาโรคลึกได้ครบถ้วน
ส่วนประกันสังคมนั้น ดีกว่าในแง่สามารถเลือก รพ.เอกชน เป็น รพ.คู่สัญญาได้ (หากมองว่ารพ.เอกชนสวยงามและสะดวกสบายกว่าของรพ.ของรัฐ) ส่วนคุณภาพการรักษา โดยเนื้อในนั้นไม่ต่างกัน โดยรวมแล้ว ผมมีความเห็นว่าดีพอๆกันครับ แล้วแต่คนชอบ
ประเด็นที่ 3.
ทั้งสองระบบมั่นคงไหม ตอบว่าโลกนี้ไม่มีอะไรมั่นคง ให้คุณอยู่กับปัจจุบันและยอมรับความไม่แน่นอนของอนาคต สมัยผมเป็นหมออยู่นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศสังคมนิยมที่จัดว่าเป็นสวรรค์ของประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะคนแก่ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ประมาณปีค.ศ. 1989 ถ้าจำไม่ผิด รัฐบาลก็ประกาศเลิกระบบบำนาญประชาชนเสียดื้อๆ แบบตูม..ม ช็อคซีเนมา ผู้คนร้องแรกแหกกระเฌอกัน ราวกับว่าโลกจะแตก เวลาออกตรวจคนไข้ผมต้องเสียเวลาไปกับการฟังคนแก่บ่นเรื่องการเลิกบำนาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรไป ทุกคนก็ยอมรับกันได้ ที่เล่าให้ฟังนี้ เพื่อให้เข้าใจว่า ขนาดประเทศที่เป็นสังคมนิยม มาแต่อ้อนแต่ออด ยังเลิกสวัสดิการสังคมได้ ก็ในเมื่อเงินมันไม่มี จะไม่เลิกได้ไงละครับ
ประเด็นที่ 4.
ในระหว่างสองระบบ ระบบบัตรทองกับประกันสังคม อย่างไหนมั่นคงกว่ากัน
ตอบว่า ระบบบัตรทอง มั่นคงกว่า เพราะผมทำนายว่า หากไม่มีการเปลี่ยนกฎกติกา ระบบประกันสังคม ไปได้อย่างเก่ง ก็อีกไม่เกินสามสิบปี เพราะตามข้อมูล เท่าที่เปิดเผยออกมา เราเริ่มจ่ายบำนาญในปี พ.ศ. 2557 ปีแรกก็มีคนรับบำนาญราว 1.3 แสนคน จ่ายเงินไป 4,700 ล้านบาท คำนวณแบบง่ายๆพอไปถึงปี 2587 เงินออก (20% ของค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย) ก็จะเริ่มมากกว่าเงินเข้า (ฝ่ายละ 3%ของค่าจ้าง) แปลไทยให้เป็นจีนว่า "บ้อจี๊" และถ้าคุณแอบเงี่ยหูฟังเวลา รมต.หรือผู้รับผิดชอบให้สัมภาษณ์ กี่คนต่อกี่คน พูดกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็จะพูดเหมือนกันหมดตรงที่มีความกังวลว่าเบี้ยจะไม่พอจ่าย
ส่วนระบบบัตรทองนั้น ก็ใช่ว่าจะมีเงิน ว่าไปแล้วก็ยากจนกว่าระบบประกันสังคมเสียอีก แต่ผมทำนายว่าจะมั่นคงกว่า เพราะมันเป็นระบบถูลู่ถูกัง เนื่องจากเมืองไทยนี้เป็นประเทศของนักร้อง ระบบการเมืองของเราไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลเลือกตั้ง ล้วนต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งเป็นนักร้อง ไม่มีใครกล้าแตะระบบบัตรทอง เพราะกลัวนักร้อง ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล คืออย่างน้อยก็สามรัฐบาลที่ผ่านมา ผมเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจให้ออกกฎหมายจัดเก็บเงินเบี้ยสุขภาพ เอาจากคนรวย และหันมาใช้เงินไปกับการส่งเสริมสุขภาพให้มากขึ้นเพื่อให้ระบบอยู่ได้ แต่ทุกรัฐบาลก็..เงียบ เพราะเขากลัวนักร้อง จึงคงต้องทนถูลู่ถูกังกันไปอย่างนี้ อย่างมั่นคงชั่วกัลปาวสาน เรียกว่าเป็นความมั่นคงแบบไทยๆ








































